ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอปัว  จังหวัดน่าน

**************

1.  สภาพทั่วไปของครัวเรือน
   1.1  ชื่อ-สกุล  :  นางหนอม (หลั่น)    จิตอารีย์
   1.2. เลขประจำตัวประชาชน  : 5-5505-00503-19-9
   1.3. วัน  เดือน  ปีเกิด :  5   ธันวาคม   2505
   1.4. อายุ  :   44 ปี
   1.5. ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน :  บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 11   ตำบล สถาน   อำเภอปัว จังหวัดน่าน
   1.6. วุฒิการศึกษา  :  ประถมศึกษาปีที่ 4
   1.7. สถานภาพครอบครัว  :  มีบุตรสาว 2 คน ซึ่งเกิดกับสามีเก่า คนโตอาศัยอยู่กับปู่ย่าที่  จังหวัดชัยภูมิ ส่วนบุตรสาวคนเล็ก อายุ 11 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่กับมารดาและสามีใหม่ ปัจจุบันมีสมาชิกในครัวเรือน จำนวน 3 คน
   1.8 ทรัพย์สิน  :  มีบ้านปูนชั้นเดียวเป็นของตนเอง ปลูกในที่ดินของมารดาซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เนื้อที่ประมาณ 2 งานและมีที่ดินทำกิน (ที่นา) เนื้อที่ 1 ไร่ ติดจำนอง
   1.9  หนี้สิน  :  เงินกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 15,000 บาท, กองทุน กขคจ. จำนวน 7,500 บาท ,ธ.ก.ส. ประมาณ 120,000 บาท รวมเป็นเงิน  142,500 บาท
   1.10 อาชีพ  :  รับจ้างทั่วไป เช่น ทำนา ปลูกพริก,ถั่ว ดายหญ้าฯลฯ เป็นต้น โดยได้รับค่าจ้างเฉลี่ยวันละ  100 บาท  เดือนละไม่เกิน 10 วัน ซึ่งอาชีพดังกล่าวเป็นงานที่ไม่แน่นอน ทำให้ราย ได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ  ปัจจุบันได้รับโอกาสจากโครงการแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการจาก ศตจ.อ.ปัว สนับสนุนเงินทุน โดย ธ.ก.ส.สาขาปัวไปประกอบอาชีพค้าขาย(ขายขนมจีบ - ซาลาเปา และ ข้าวโพดต้ม) ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถจุนเจือครอบครัว   เพียงพอต่อฐานะการดำรงชีพ
    1.11 รายได้  :   เฉลี่ย 7,000 บาท/เดือน
    1.12 รายจ่าย :  เฉลี่ย 5,000 บาท/เดือน

2. สภาพปัญหาของครัวเรือนที่ประสบอยู่

    2.1.  มีหนี้สินมาก โดยเฉพาะหนี้ ธ.ก.ส. ซึ่งต้องรับภาระผ่อนชำระแทนสามีเก่าที่นำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ จากการกู้เพื่อลงทุนซื้อวัว
    2.2.  ไม่มีงานทำที่แน่นนอน และต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรที่กำลังศึกษา
    2.3.  ไม่มีทุนในการประกอบอาชีพ เพื่อให้มีอาชีพเสริม จากอาชีพเดิมที่ทำอยู่ เป็นการเพิ่มรายได้จุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง

3. แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา
     
    3.1.  จากที่รัฐบาลมีโครงการแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ รับลงทะเบียนแก้จน นางหนอม(หลั่น) จิตอารีย์ ได้ไปจดทะเบียนแก้ปัญหาความยากจนกับศตจ.อ.ปัว เพื่อขอความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในกลุ่มปัญหา ดังนี้
     (1) ที่ดินทำกิน (สย.1) ในประเด็น มีที่ดินของตนเอง(1ไร่) แต่ไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ ต้องการเพิ่ม 2 ไร่ เพื่อนำไปใช้ในการทำไร่ ทำสวน และ การเกษตรแบบผสมผสาน
    (2) หนี้สินภาคประชาชน (สย.6) โดยขอรับความช่วยเหลือในการขอพักชำระหนี้ชั่วคราว การจัดหาอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการชำระหนี้และการกำหนดระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย
    3.2.  ศตจ.อ.ปัว ได้นำแนวคิดและหลักในการแก้ปัญหาความยากจนโดยมีวัตถุประสงค์ใช้มิติทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยการลดรายจ่าย   เพิ่มรายได้   ขยายโอกาส= เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาความยากจนของ ศตจ.อ.ปัว สนับสนุนการดำเนินงานคาราวานแก้จน มุ่งพัฒนาสู่ระดับ ความพอเพียง ในครัวเรือนและชุมชนเป็นลำดับแรก เน้นการทำงานบนหลักเมตตาธรรม และปรับทัศนคติในการ
ทำงาน ไม่นำกฎระเบียบราชการเป็นข้อจำกัด ยึดเป้าหมายคนยากจนเป็นศูนย์กลาง

4.  วิธีดำเนินการ ของ ศตจ.อ.ปัว ในการแก้ไขปัญหา

     4.1.   จัดคาราวานแก้จนโดยร่วมบูรณาการส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ออกพบปะ เยี่ยมเยียนผู้จดทะเบียนฯ เป็นรายครัวเรือน เพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อน ความต้องการช่วยเหลือสำหรับใช้เป็นข้อมูลแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่
     4.2.   ผู้จดทะเบียนฯ รายนางหนอม(หลั่น)  จิตอารีย์   ทางศตจ.อ.ปัวได้วิเคราะห์ กลั่นกรองข้อมูลปัญหาความยากจน พบว่า ปัญหาหลักอันดับแรกได้แก่ การมีหนี้สินมาก  ซึ่งเกิดจากการกู้เงินนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยใช้จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย(สิ่งอบายมุข) ของสามีเก่า เมื่อมีการหย่าร้าง ภรรยา(ผู้จดทะเบียนฯ) ต้องรับภาระชำระหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียวประกอบกับผู้จดทะเบียน มีอาชีพที่ไม่แน่นอน(รับจ้างทั่วไป)  กรณีที่ดินทำกิน(ที่นา) ซึ่งมีอยู่ 1 ไร่ ไม่ได้ทำกินเนื่องจากติดจำนอง ผู้รับจำนองเข้าทำประโยชน์แทน และต้องเลี้ยงดูบุตรสาวในวัยเรียน ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
     4.3.   นางหนอม(หลั่น)  จิตอารีย์  มีความสามารถในด้านการทำขนม(ขนมจีบ-ซาลาเปา) เป็นคนขยันขันแข็ง อดทน ต่อสู้ชีวิต แต่ขาดโอกาสนำความรู้อาชีพมาเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว เนื่องจากไม่มีเงินลงทุนสำหรับประกอบอาชีพเพิ่มเติม
    4.4.   ศตจ.อ.ปัว ได้เล็งเห็นปัญหาข้างต้นและความตั้งใจจริงของนางหนอม(หลั่น) 
จิตอารีย์   ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพมาค้าขาย (ทำขนมจีบ - ซาลาเปา) จึงได้ร่วม ธ.ก.ส.สาขาปัว พิจารณาสนับสนุนเงินกู้ จำนวน 12,000 บาท เพื่อเป็นทุนสำหรับนำไปประกอบอาชีพค้าขาย (ขนมจีบ-ซาลาเปา)
   4.5.   ศตจ.อ.ปัว ได้ติดตามผลการสนับสนุนให้ทุนเพื่อประกอบอาชีพของนางหนอม(หลั่น)จิตอารีย์  ผลปรากฏเป็นที่น่าพอใจ นางหนอม(หลั่น)  จิตอารีย์ ได้นำเงินไปลงทุนค้าขาย(ขนมจีบ-ซาลาเปาและข้าวโพดต้ม) มีรายได้เพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นสามารถนำรายได้จากการค้าขายไปผ่อนชำระหนี้ ธ.ก.ส. เป็นรายเดือนๆละ 500 บาท

5.  ปัญหา  อุปสรรค  และการแก้ไขปัญหาที่ตามมาอีก

    5.1. ไม่มีสถานที่ขายที่แน่นอน ต้องเร่ขายตามสถานที่ส่วนราชการ หน้าโรงเรียน ตลาดนัดและตามหมู่บ้านไปเรื่อยๆ  ต้องเสียค่าน้ำมันรถและค่าเช่าที่ทำให้ ค่าต้นทุนเพิ่มขึ้น
    5.2. วัตถุดิบที่ขายดี คือข้าวโพด จะมีเป็นบางฤดู
    5.3.  สภาพอากาศเป็นอุปสรรคต่อการค้าขาย เช่นฤดูฝนไม่มีคนนิยมบริโภค และไม่มีที่ขาย          
    5.4.  พาหนะในการดำเนินกิจการค้าขายเป็นรถจักรยานยนต์ไม่มีรถพ่วง ทำให้ยากลำบากในการขนอุปกรณ์ค้าขายและการเร่ขายตามสถานที่ต่างๆ

6.  เกิดสัมฤทธิผลที่ถือว่าเป็นรูปธรรมชัดเจนแก่ครัวเรือน

    6.1.  มีอาชีพแน่นอน(ค้าขาย)
    6.2.  มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการค้าขาย (เฉลี่ยเดือนละ 7,000 บาท) ซึ่งแตกต่างจากอาชีพเดิม(รับจ้างทั่วไป) มีรายได้ที่ไม่แน่นอน
    6.3.  ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น จะเห็นได้จากสามารถนำรายได้จากการค้าขายไปผ่อนชำระหนี้คืน ธ.ก.ส. เดือนละ 500 บาท

7.  ปัจจัย/องค์ประกอบที่ทำให้เกิดความสำเร็จ

    7.1.   ผู้จดทะเบียนฯ ต้องมีแนวคิด รวมทั้งมีความตั้งใจและยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองและบุคคลในครัวเรือน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้พ้นความยากจน 3พ คือ เศรษฐกิจพอเพียง ความสุขพอเพียงครอบครัวอบอุ่นพอเพียง
    7.2.  ผู้ลงทะเบียนฯ ต้องเรียนรู้ พึ่งพาและแก้ไขปัญหาของตนเองเป็นอันดับแรก รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำ เพื่อให้การดำรงชีพ การประกอบอาชีพของผู้จดทะเบียนฯ เกิดความพึงพอใจและภูมิใจในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
    7.3. รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้โอกาสและสนับสนุนปัจจัยต่างๆ ที่เกินความสามารถให้กับผู้จดทะเบียนฯเพื่อนำปัจจัยดังกล่าวนั้นไปดำเนินกิจกรรมหรือดำรงชีพอยู่ได้แบบพอเพียง
 

*************************************

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอท่าวังผา  จังหวัดน่าน

**************

โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน  อำเภอท่าวังผา
ตั้งอยู่  บ้านน้ำไคร้  หมู่  5 ตำบลแสนทอง  อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

1.  สภาพทั่วไปของครัวเรือนที่คัดเลือก

        ส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนยากจนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  มีรายได้ต่ำกว่า  1,230  บาท / คน / เดือนประชาชนในพื้นที่ ประสบปัญหา ที่ดินทำกิน  ปัญหาการว่างงาน  ปัญหาหนี้สิน

2.  สภาพปัญหาครัวเรือนที่ประสบอยู่

       2.1.  สภาพพื้นที่ทำกินไม่เหมาะสม
       2.2.  ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์
       
2.3.  ปัญหาหนี้สิน
       2.4.  ไม่มีที่ดินทำกิน
 
      2.5. ไม่มีอาชีพเสริมในครัวเรือน
       2.6.  มีรายได้ต่ำ
 

3. แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา
      
     ฝึกปฏิบัติ/เพิ่มทักษะในอาชีพเกษตร  สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ครอบครัว ชุมชนและภาคการเกษตรด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

4.  วิธีดำเนินการในการแก้ไขปัญหา

     4.1  การคัดเลือกพื้นที่ คัดเลือกพื้นที่สาธารณประโยชน์หรือที่ราชพัสดุที่มีความเหมาะสมที่เอื้อต่อการดำเนินโครงการ  เพราะต้องใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ทั้งทฤษฏีและฝึกปฏิบัติของเกษตรกรแบบยั่งยืน

     4.2  คัดเลือกเกษตรกรที่มีความยากจน  ที่ลงทะเบียนผู้ยากจน  และ             มีรายได้ต่ำกว่า  1,230 / คน / เดือน  จำนวน  40  ราย  เข้าร่วมโครงการรุ่นละ  20  ราย  จำนวน  2  รุ่น  เข้าฝึกปฏิบัติและรับการถ่ายทอดความรู้  กิจกรรมการปลูกพืช , เลี้ยงไก่พันธุ์เนื้อ , เลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์  บัญชีฟาร์มและปุ๋ยอินทรีย์  รุ่นละ  60  วัน   ตลอดจนได้มีนักเรียน  นักศึกษา ประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ  ได้เข้ารับการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ


5.  ปัญหาอุปสรรคและการแก้ไขปัญหาที่ตามมาอีก

     5.1  ปัญหาอุปสรรค  เกษตรกรอาจจะขาดเงินทุนในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต  เพื่อมาดำเนินงานโครงการ

     5.2  การแก้ไขปัญหา  ให้เกษตรกร  รวมกลุ่มทำโครงการขอรับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

6.  เกิดผลสัมฤทธิ์  ผลอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นรูปธรรมชัดเจนแก่ครัวเรือน
      ผู้ยากจนตามกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ด้านการผลิต  เพื่อการยังชีพ  นำไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงให้หลุดพ้นจากความยากจน   มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถใช้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการในพื้นที่ต่อไป


7.  สรุปบทเรียนที่ได้
      เกษตรกรและผู้ที่ได้เข้ามาเรียนรู้ฝึกปฏิบัติ  ได้รับความรู้ตามกิจกรรม   เช่นการปลูกพืชผักสวนครัว     การเพาะเห็ด    การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์  ,  การเลี้ยงไก่พันธุ์เนื้อและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่ง สามารถนำไปปฏิบัติ ใช้ในชีวิตประจำวัน  และประกอบอาชีพ  และขยายผลให้เกษตรกรข้างเคียง  ทำให้หลุดพ้นจากความยากจน   และ มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดขึ้น  
 

*********************

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอเวียงสา  จังหวัดน่าน

**************

1. สภาพทั่วไปของครัวเรือน


   1.1  ชื่อ - สกุล :  นางวาสนา  จันทร์ศิริ
   1.2  เลขประจำตัวประชาชน : 5-5507-00021-32-5
   1.3  วัน  เดือน  ปีเกิด ; 4  กุมภาพันธ์  2505
   1.4  อายุ :  44  ปี
   1.5  ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน : บ้านเลขที่  79  หมู่ที่  1  ตำบลไหล่น่าน  อำเภอเวียงสา  จังหวัด น่าน
   1.6  วุฒิการศึกษา ;  อนุปริญญา
   1.7  สถานภาพครอบครัว :  มีบุตร  2  คน  คนโตเป็นผู้ชาย  อายุ  19  ปี  ทำงานรับจ้างอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่  คนที่  สองเป็นผู้หญิง  อายุ  10  ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่  5  อยู่กับมารดา  สามีเสียชีวิต  ปัจจุบันมีสมาชิกในครัวเรือน  3  คน
   1.8  ทรัพย์สิน :  มีบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้  เป็นของคนเองปลูกในที่ดินของตนเอง  เนื่อที่  2  งาน  มีที่ดินทำกิน  3  ไร่  ( ที่สวน )
   1.9  หนี้สิน :  ในระบบ  เงินกองทุนหมู่บ้าน  16,000  บาท  ธ.ก.ส.  30,000  บาท  นอกระบบ  100,000  บาท  รวม  เป็นเงิน  146,000  บาท
   1.10  อาชีพ :  เกษตรกร  ปลูกข้าวโพด  งา  โดยได้รับเงินจากการขายปีละประมาณ  12,000  บาท  และรับจ้างทั่วไป  เฉลี่ยวันละ  120  บาท  ซึ่งอาชีพดังกล่าวไม่แน่นอนทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพปัจจุบันได้รับความช่วยเหลือจากโครงการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการจาก ศตจ.อ.เวียงสา  โดยได้รับความช่วยเหลือทางด้านหนี้สิน ( หนี้นอกระบบ )  นำเข้าเป็นหนี้ในระบบกับทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  สาขาเวียงสา  และปัจจุบันได้มีอาชีพเสริมเป็นอาชีพค้าขาย  (  ขายผักสด )  ที่ตลาดเทศบาลกลางเวียง  ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นสามารถจุนเจือครอบครัวและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
   1.11  รายได้ :  เฉลี่ย  13,000  บาท / เดือน
   1.12  รายจ่าย  :  เฉลี่ย  5,500  บาท  /  เดือน


2  สภาพปัญหาของครัวเรือนที่ประสบอยู่
      -  ยังมีหนี้สินที่จะต้องชำระอยู่


3  แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา
      -  จากที่นางวาสนา  จันทร์ศิริ  ได้ลงทะเบียนในโครงการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการกับทางศตจ.อ.เวียงสา  เพื่อขอความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา  ดังนี้
      1.  ที่ดินทำกิน ( สย.1 )  ในประเด็นไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองแต่ได้เช่า  จำนวน  5  ไร่
      2.  หนี้สินภาคประชาชน ( สย.6 )  โดยขอให้ขยายเวลาในการชำระหนี้และจัดหาอาชีพเสริมให้มีรายได้เพียงพอต่อการชำระหนี้


4  วิธีดำเนินการของ ศตจ.อ.เวียงสา  ในการแก้ไขปัญหา
     4.1  จัดคาวานแก้จนโดยร่วมบูรณาการส่วนราชการ  หน่วยงานของรัฐ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ออกพบปะเยี่ยมเยียนผู้จดทะเบียน ฯ  เป็นรายครัวเรือนเพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อน  และช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่  ความรับผิดชอบ
     4.2  ผู้จดทะเบียน  นางวาสนา  จันทร์ศิริ  ทาศตจ.อ.เวียงสาได้กลั่นกรองข้อมูลปัญหาความยากจน  พบว่ามีปัญหาหนี้สินจำนวนมากโดยเฉพาะหนี้นอกระบบและตัวผู้ลงทะเบียนเองก็ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ประกอบกับสามีเสียชีวิต  ทางศตจ.อ.เวียงสาจึงให้ความช่วยเหลือนางวาสนา  จันทร์ศิริ  โดยนำหนี้นอกระบบโอนไปเป็นหนี้ในระบบของธนาคาร  ธ.ก.ส.  สาขาเวียงสา  ซึ่งผู้จดทะเบียน ฯ  เป็นสมาชิกอยู่แล้วเพื่อเป็นการลดดอกเบี้ย
     4.3  นางวาสนา  จันทร์ศิริ  เป็นคนขยัย  ไม่ย้อท้อกับโชคชะตา  ปัจจุบันนางวาสนา  ได้มีอาชีพเสริมเป็นอาชีพค้าขาย  โดยขายผัดสดที่ตลาดเทศบาลตำบลกลางเวียง  ทำให้มีรายได้ที่เพียงพอที่สามารถจะนำไปชำระหนี้ ธ.ก.ส. เป็นรายเดือน ๆ ละ  1,000  บาท


5  ปัญหาอุปสรรค
    ไม่มีปัญหา/ อุปสรรค  มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น


6  เกิดสัมฤทธิ์ผลที่ถือว่าเป็นรูปธรรมชัดเจนแก่ครัวเรือน
     6.1  มีอาชีพที่แน่นอน ( ค้าขาย )
     6.2  มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการค้าขาย ( เฉลี่ยเดือนละ  6,000  บาท )  ซึ่งแตกต่างจากอาชีพเดิม
     6.3  ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น เห็นได้จากสามารถนำเงินไปชำระหนี้คืน  ธ.ก.ส. เดือนละ  1,000  บาท


7  ปัจจัย / องค์ประกอบที่ทำให้เกิดความสำเร็จ
      7.1  ผู้จดทะเบียน ฯ  มีความตั้งใจและยอมรับเหลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองไม่ย้อท้อกับชีวิต
      7.2  รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความช่วยเหลือกับผู้จดทะเบียน ฯ อย่างเต็มที่
 

*********************************

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอนาน้อย  จังหวัดน่าน

**************

1. สภาพครัวเรือนทั่วไปที่คัดเลือกมา ( ข้อมูลภาพรวม)
            ครอบครัวนางบัวคลี่  แสงธิ  เลขประจำคัวประชาชน 5-5504-90002-46-0  อยู่บ้านเลขที่  101  ม.3 ต.บัวใหญ่  อ.นาน้อย จ.น่าน  สภาพบ้านค่อนข้างมั่นคง  อาศัยอยู่ด้วยกัน  5  คน  มีบุตร  3 คน  ดญ.นันฐิกา  แสงธิ อายุ 13 ปี  พิการทางสายตา อยู่ในระดับ 5 และขณะนี้กำลังศึกษาที่โรงเรียนศึกษาพิเศษ จังหวัดลำปาง  นางสาวสมคิด  แสงธิ อายุ 31 ปี ป่วยทางจิต ส่วนลูกชายอีก 2 คนทำงานต่างจังหวัด  สามีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงทำงานหนักไม่ได้เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุตกบันไดทำให้กระดูกต้นคอเคลื่อน  นางบัวคลี่ ฯ ต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว  และต้องรับภาระค่าใช้จ่ายหลายอย่าง  รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศึกษา และค่าอุปกรณ์การเรียน ของดญ.นันฐิกา  แสงธิ  ฐานะค่อนข้างยากจน  ไม่อาชีพขาดรายได้

2.  สภาพปัญหาครัวเรือนที่ประสบอยู่
      2.1  ไม่มีรายได้  ต้องส่งลูกไปเรียนรวมถึงค่าอุปกรณ์การเรียน
      2.2  ต้องเลี้ยงดูลูกที่ป่วยทางจิตอีกคนหนึ่ง
      2.3  ขาดอาชีพเสริมรายได้   ขาดเงินทุนประกอบอาชีพ
      2.4  สามีทำงานหนักไม่ได้  เพราะสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง

3.  แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา
     3.1  ส่งเสริมให้พึ่งตนเอง  มีการดำรงชีวิตแบบพอเพียง เช่น การจัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อทราบรายรับ-รายจ่าย ที่ไม่จำเป็นในครัวเรือน
     3.2  ส่งเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่  ปลูกพืชผักสวนครัวบริเวณบ้าน  เพื่อลดค่าใช้จ่ายในดำรงชีวิตประจำวัน
     3.3  ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี
     3.4  ส่งเสริมอาชีพการนวดแผนไทย
     3.5  ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น , สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย  โดยพิจารณาให้เงินทุนการศึกษาแก่เด็ก
     3.6  ส่งเสริมอาชีพที่ทำอยู่กับบ้าน (จักสาน) กรณีสามีทำงานหนักไม่ได้ สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง

4.  วิธีดำเนินงานของ ศตจ.อ.นาน้อย  ในการแก้ไขปัญหา
     4.1  ศตจ.อำเภอได้ประสานสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน ให้ความช่วยเหลือ
     4.2  ประสานกิ่งกาชาดอำเภอ ในการให้ความช่วยเหลือ
     4.3  ส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง  ปลูกพืชผักสวนครัว โดยสำนักงานพัฒนาชุมอำเภอนาน้อย   การทำบัญชีครัวเรือน  โดย ธกส.สาขานาน้อย  เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น 
     4.4  ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมโดยใช้การเกษตรแบบทฤษฎีใหม่   โดยสำนักงานเกษตรอำเภอ   สอนการทำปุ๋ยชีวภาพ โดยปกครองอำเภอนาน้อย
      4.5  ส่งเสริมอาชีพการนวดแผนไทย  โดย ศตจ.อำเภอได้จัดอบรมการนวดแผนไทยและได้ให้นางบัวคลี่ ฯ เข้าอบรมด้วย เพื่อเป็นอาชีพเสริมได้อีกทางหนึ่ง

5.  ปัญหาอุปสรรคและการแก้ไขปัญหาที่ตามมา 
      5.1  หน่วยงานที่ประสานให้ความช่วยเหลือล่าช้า
      5.2  ขาดงบประมาณในการให้ความช่วยเหลือ

6.  สัมฤทธิ์ผลที่ถือว่าเป็นรูปธรรมที่ชีดเจนที่เกิดแก่ครัวเรือน
      6.1  สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน  ให้เงินช่วยเหลือ  1,500 บาท  (รับเมื่อวันที่  19  ตุลาคม  2548 )
      6.2  กิ่งกาชาดอำเภอ ให้เงินช่วยเหลือ  2,000  บาท
      6.3  รายจ่ายครัวเรือนลดลง
      6.4  มีอาชีพเสริมรายได้มากขึ้น  โดยเฉพาะอาชีพนวดแผนไทย สามารถทำรายได้วันละ  200  บาท

7.  สรุปบทเรียนที่ได้
     7.1  เป็นตัวอย่างที่ดีในการสู้ชีวิต  ไม่ท้อถอย  มีความขยันหมั่นเพียร
     7.2  มีความกระตือรือล้นในการช่วยเหลือตนเอง พึ่งตนเอง ไม่รอให้หน่วยงานของรัฐช่วยเหลือเพียงทางเดียว
     7.3  ผู้นำหมู่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน มีส่วนร่วมในการให้ความข่วยเหลือเป็นอย่างดี ให้การส่งเสริมสนับสนุนในการให้ความเกื้อกูลกันในเรื่องอาชีพ
     7.4  การบูรณาการให้ความช่วยเหลือหลาย ๆ หน่วยงาน ส่งผลให้ประสบความสำเร็จ   
 

************************************

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอนาน้อย  จังหวัดน่าน

**************

1.  สภาพทั่วไปของครัวเรือนที่คัดเลือกมา
     -  ชื่อ-สกุล  นางสาวศรี  มะโน  เลขประจำตัวประชาชน  3-5510-00082-33-4
เกิดวันที่ 1  กันยายน  2486  อายุ  62  ปี  สัญชาติไทย  สถานภาพ  โสด
ที่อยู่  1  หมู่ 9  ตำบลปิงหลวง  อำเภอนาหมื่น  จังหวัดน่าน 
     -  ไม่ได้ประกอบอาชีพ  ไม่มีรายได้  และไม่ได้เรียนหนังสือ
     -  นางสาวศรี  มะโน ได้ลงทะเบียน สย.2 ปัญหาคนเร่ร่อน  สุขภาพ  ร่างการพิการ  ไม่มีผู้อุปการะเลี้ยงดู  ไม่มีที่อยู่อาศัย  
     -  ความต้องการได้รับการช่วยเหลือ   อยู่ในสถานสงเคราะห์ หรือบ้านพักชั่วคราว


2.  สภาพปัญหาของครัวเรือนที่ประสบอยู่
     
2.1.  เป็นบุคคลเร่ร่อน  ไม่มีคนดูแล
     
2.2.  ไม่มีที่อยู่อาศัย
     
2.3.  ไม่มีรายได้
     
2.4.  ชราภาพ


3.  แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา
     
3.1.  แจ้งศูนย์พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ช่วยเหลือ
     
3.2.  แจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลปิงหลวง ช่วยเหลือด้านเบี้ยยังชีพคนชรา
     
3.3.  ให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านประสานกับลูกบ้านให้ช่วยกันสร้างบ้านให้ผู้ลงทะเบียน


4.  วิธีดำเนินการของ ศตจ.อ.ในการแก้ไขปัญหา
     
4.1.  สำนักงานศูนย์พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน  ได้มอบเงินในการสร้างที่อยู่อาศัย  จำนวน  1,500.-  บาท
     
4.2.  ศตจ.อ.นาหมื่น  ได้ประสานบ้านพักคนชรา และได้แจ้งผู้ลงทะเบียนแต่ผู้ลงทะเบียนไม่ต้องการอยู่ที่บ้านพักคนชราแล้ว จึงได้ดำเนินการร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลปิงหลวง กำนันตำบลปิงหลวง ผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้าน หมู่ที่ 9  ตำบลปิงหลวง  ช่วยกันสร้างที่อยู่อาศัยให้กับนางสาวศรี  มะโน  โดยสร้างภายในเขตราชพัสดุ หมู่ที่ 9  ตำบลปิงหลวง  เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว  ใต้ถุนต่ำ


5.  ปัญหาและอุปสรรคและการแก้ไขปัญหาที่ตามมา 
     ปัญหา : งบประมาณและอุปกรณ์ในการสร้างบ้านให้กับผู้ลงทะเบียนมีจำนวนไม่เพียงพอ
     แนวทางการแก้ไขปัญหา : ศตจ.อ.นาหมื่น  องค์การบริหารส่วนตำบลปิงหลวง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านไกล้เคียงได้สมทบอุปกรณ์ในการสร้างบ้านที่ขาดเหลือให้บ้าง


6.  สัมฤทธิผลที่ถือว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  ที่เกิดขึ้นแก่ครัวเรือน
     -  ผู้ลงทะเบียนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ไม่เป็นเป็นคนเร่ร่อนอีก


7.  สรุปบทเรียนที่ได้
     -  ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาของผู้ลงทะเบียนเป็นอย่างดี  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ และความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชุมชน
 

**************************
 

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอบ้านหลวง  จังหวัดน่าน

**************

1.  สภาพทั่วไปของครัวเรือนที่คัดมา    

           เป็นเกษตรกรที่ลงทะเบียนแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจน ที่มีปัญหาด้านหนี้สินภาคประชาชน ,ปัญหาส่งเสริมการมีงานทำและปัญหาที่ดินทำกิน  โดยเป็นผู้ที่ว่างงานไม่มีงานทำมีความสนใจในการเรียนรู้และเป็นคนจนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีรายได้ต่ำกว่า 1.500 บาท/เดือน  ในการคัดเลือกนี้คณะทำงานได้นำ Family  Folder ของแต่ละหมู่บ้านออกไปพบปะกลั่นกรองและ วิเคราะห์ให้เข้าร่วมโครงการในการแก้ไขปัญหา โดยความสมัครใจ


2.  สภาพปัญหาของครัวเรือนที่ประสบอยู่
         2.1. มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ
         2.2. เป็นแม่บ้านอยู่ที่บ้านไม่มีงานทำ
         2.3. ชราภาพอยู่  2  ตายาย  เหงา,ลุกหลานอยู่ห่างไกลนาน ๆ ที่จะมาเยี่ยม
         2.4. ป่วยทางจิตไม่สามารถทำงานหนักได้,ขาดความรู้,ขาดทักษะในการประกอบอาชีพ
         2.5. ไม่มีที่ดินทำกินที่เหมาะแก่การประกอบอาชีพการเกษตร
         2.6. หนี้สินที่สร้างขึ้นโดยสมัครใจแต่ไม่มีกำลังที่จะชำระให้หมดในระยะเวลาที่กำหนดได้


3. แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา   
        3.1. ปลูกฝังปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง   โดยรู้ตัวเองว่าตัวเองมีความถนัดด้านใด ศักยภาพตัวเองมีขนาดไหน  จึงดำเนินชีวิตตามความถนัดและศักยภาพตัวเองอย่างเหมาะสมแล้วตัวเองมีกำลังที่จะประกอบอาชีพเท่าใด  ไม่เกินตัวจนสร้างหนี้สินพอกพูนจนไม่สามารถที่ชำระหนี้ได้ตามระยะเวลาที่ได้ทำสัญญาไว้   ต้องมีความพอเพียงในกำลังของตนที่มีอยู่ทุกด้านได้แก่ ด้านภูมิปัญญาตนเอง ,ด้านเศรษฐกิจตนเอง ,ด้านแรงงานของตัวเอง,มีจิตใจที่พอเพียง
        3.2.  มีความขยัน  รักอาชีพของตนเองมีความภาคภูมิใจในอาชีพตนเองแล้วมีความขยันที่จะประกอบอาชีพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ
        3.3.  อดทนในขณะทำงานระหว่างนั่งย่อมมีปัญหา อุปสรรค ต้องอดทนใช้สติและสุขุมในการพิจารณาแก้ไขอุปสรรค ปัญหานั้นโดยความหนักแน่น
        3.4.  ซื่อสัตย์  ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  ทั้งซื่อสัตย์ต่อตนเอง  ต่อครอบครัว ต่อผู้อื่นและต่อสังคม  ซึ่งทำให้ตนเองอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีมีความมั่นใจในตนเอง มีมิตรภาพที่ดีต่อผู้อื่น สามารถคบค้าสมาคมเพื่อร่วมสังคมอย่างกลมกลื่น และมีความสุข
        3.5.  มัธยัส  ใช้จ่ายอย่างเหมาะสมไม่เกินตัว  ใช้เท่าที่จำเป็นจัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย รู้จักออมเพื่อไว้ใช้ในยามจำเป็นและเพื่ออนาคตที่สดใสข้างหน้า  ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุขทุกกรณีซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกข์ที่จะตามมา  โดยให้เกษตรกรแบ่ง  ใช้ 3 ส่วน เก็บ 1 ส่วน ของรายได้
        3.6. เสียสละ ทำให้เกษตรกรรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างเหมาะสม เช่นการจุนเจือสิ่งของหรือทรัพย์สินแก่ผู้ยากไร้ , เพื่อนบ้าน ในจำนวนที่ไม่ทำให้ตัวเองเดือนร้อน ตลอดจนแรงงานของตนเองที่ช่วยเหลือเพื่อนบ้านอย่างเหมาะสมและกลมกลืน
        3.7.  ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น การใช้ปุ๋ยเคมี ปัจจุบันเทคโนโลยีชีวภาพมีการพัฒนาเกษตรกรและบุคคลทั่วไปสามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิด  สามารถนำความหลากหลายทางชีวภาพของสังคมไปเลี้ยงสัตว์ทำให้เจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน เช่นการเลี้ยงปวอกเพื่อนำมาเลี้ยงปลากินเนื้อและไก่เป็นต้น


4.  วิธีดำเนินการของ ศตจ.อ.บ้านหลวง  ในการแก้ไขปัญหา
       4.1. บูรณาการระหว่างหน่วยงาน
         4.2. ประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
         4.3. แต่งตั้งคณะทำงานแบ่งออกเป็นทีมระดับหมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ
         4.4. นำข้อมูลผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนมาวิเคราะห์และให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนือง
         4.5. ขยายผลการดำเนินการไปยังครอบครัวและชุมชนเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต
         4.6. จัดทำแผนชุมชนเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา
         4.7.  สร้างกระบวนการเรียนรู้ (Learning process) เน้นการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ (Skill practioce)  
         4.8.  นำสิทธิที่ดินทำกินมาสร้างรายได้ควบคู่การฟื้นฟูธรรมชาติ(Land reform)
         4.9.  พัฒนาธุรกิจภาคประชาชน(Business chain) โดยมีแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนในโครงการแปลงเรียนรู้ควบคู่การผลิตเพื่อเลี้ยงชีพ
 

5. ปัญหาอุปสรรคและการแก้ไขปัญหา
         5.1. ประชาชนไม่เข้าใจในการแก้ไขปัญหา
         5.2. ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นผู้มีฐานะไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่จะให้ความช่วยเหลือหรือเข้าร่วมโครงการ
         5.3. การสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ที่ประสบปัญหานั้นทำให้ผู้จดทะเบียนเกิดความเข้าใจผิด
         5.4. ผู้ที่ประสบปัญหาไม่อยู่บ้านไปทำงานในต่างจังหวัดแล้วให้ผู้ที่อยู่บ้านมาให้ข้อมูลและผู้ให้ข้อมูลไม่ทราบว่าผู้ที่ลงทะเบียนความยากจนนั้นมีปัญหาอะไรดังนั้นข้อมูลที่ได้ไม่ค่อยละเอียดและทำให้การดำเนินงานอย่างต่อเนืองต้องหยุดชงักไว้
         5.5. การให้ข้อมูลของผู้ประสบปัญหาจากการลงทะเบียนปัญหาความยากจนบางครั้งก็ให้ข้อมูลไม่เป็นความจริงที่ผู้ลงทะเบียนประสบปัญหาอยู่
         5.6. การวิเคราะห์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหานั้นบางครั้งเป็นการวิเคราะห์ปัญหาที่ผู้จดทะเบียนลงปัญหาที่ซ้ำซ้อนกันทำให้ยากการวิเคราะห์
         5.7. การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างล่าช้าเนื่องจากการนำ Family Folder ออกไปกลั่นกรอง  และวิเคราะห์ ผู้จดทะเบียนในช่วงที่ผู้จดทะเบียนออกไปประกอบอาชีพการทำนา ทำให้การออกไปพบปะตามบ้านเรือนไม่ค่อยจะพบหรือรีบเร่งในการให้ข้อมูลและไม่เห็นความสำคัญของ การแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่
 

6. สัมฤทธิผลที่ถือว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  ที่เกิดขึ้นแก่ครัวเรือน  
         6.1.  เกษตรกรนำไปปฏิบัติในครัวเรือน
         6.2.  เกษตรกรร่าเริงเอื้ออาทรต่อกันในครอบครัวดูแลซึ่งกันและกัน
         6.3.  มีความรับผิดชอบต่อกัน
         6.4.  ทำให้มีรายได้เสริมหลังจากการทำไร่ข้าวโพด
         6.5.  ทำให้เกษตรกรได้ความรู้ด้านการผลิตเพื่อเลี้ยงชีพ/เลี้ยงตัวเองได้
         6.6.  สามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับปรุงที่ดินของตนเองเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้
         6.7. สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตรหรือนำเศษท่อนไม้ที่เคยเอามา เป็นเชื้อเพลิงหรือเผาทิ้งเลยประยุกต์เอามาเป็นที่เพาะเห็ดบนท่อนไม้
 

7.  สรุปบทเรียนที่ได้
         การดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจน  ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โดยเน้นแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง  โดยมีเป้าหมายในการดำเนินการผู้จดทะเบียนปัญหาสังคมและความยากจน  โดยเข้าร่วมโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน  ปี  2549 โดยผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรม  เช่น  การปลูกพืชปลอดสารพิษ ,จัดทำเล้าไก่ เล้าหมู,ขุดบ่อดินเพื่อเลี้ยงปลา,จัดทำบัญชีฟาร์ม,ทำปุ๋ยอินทรีย์หรือทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฯลฯ เรียนรู้สัจธรรมชีวิต  เศรษฐกิจพอเพียง  เกษตรอินทรีย์ ,   เรียนรู้แปลงเกษตรในท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จ  รวมถึงการประสานงาน  โดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีบทบาทในการทำกิจกรรม
         7.1. ทราบถึงแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักตนเอง , ประมาณตนเองถ้าจะลงทุนก็ลงทุนด้วยความพอดีของตนเอง , ไม่ฟุ่มเฟือย ขยัน , อดทน , สุจริต , ประหยัด , เสียสละ
         7.2.  ทำให้เกษตรกรมีความรู้ในการตัดแต่งกิ่งต้นไม้  ปกติเกษตรกรจะนำมาทำเป็นฟืนหรือเผาทิ้ง  และเมื่อเข้ามาเรียนรู้ถึงประโยชน์จากเศษที่ตัดทอนหรือแต่งกิ่งมาทำประโยชน์โดยการทำเป็นเห็นท่อนไม้หรือซังข้าวโพดก็กลับเอามาทำเห็ดถุง  สามารถกินเห็ดท่อนไม้หรือเห็ดถุง ไม่ต้องซื้อกินเมื่อเกิดความชำนาญจึงผลิตเพื่อขายต่อไป
         7.3. นำเศษหญ้าใบไม้ต้นพืชต่าง ๆ ผลไม้ที่หล่นจากต้นกลับมาทำเป็นปุ๋ยอลินทรีย์แห้งและปุ๋ยอลิน ทรีย์น้ำหรือขยะหอมและนำปุ๋ยอลินทรีย์ใส่ใต้ต้นไม้ผลหรือในแปลงผักใช้แทนปุ๋ยเคมีและนำอลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพไปย่อยสลายผลไม้กลับมาเป็นน้ำชีวภาพจากผลไม้แล้วนำน้ำผลที่ได้จากการแปลสภาพแล้วมาบริโภคทำให้ร่างการสมบูรณ์สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
        7.4.  ผลิตพืชผักปลอดสารพิษ ได้แก่  ฝักทอง , ถั่วฝักยาว , บวบเหลี่ยม , ผักบุ้ง , ผักกาดกวางตุ้งดอก , แตงกวา , น้ำเต้า , เป็นการเรียนรู้เรื่องการปลูกผักปลอดสารพิษงดการใช้สารปุ๋ยเคมี ,สารพิษ  มาใช้อลินทรีย์ที่มีประโยชน์ทำให้ลดค่าใช้จ่ายทำให้ผลผลิตมีคุณภาพหวานกรอบปลอดภัย  นำมาบริโภคและจำหน่าย
        7.5.  ปลูกข้าวที่ปลอดสารพิษ โดยใช้ปุ๋ยอลินทรีย์ น้ำและแห้ง
        7.6.  ขุดบ่อดินเพื่อเลี้ยงปลา เพื่อนำไปเป็นอาหารส่วนมากจะเป็น ปลาดุก , ปลานิลแปลงเพศ , และทำเล้าไก่ ไว้บนบ่อเลี้ยงปลาเพื่อเป็นการลดค่าอาหารของปลาจะทำให้ปลาไม่มีไขมันสูงและทำให้ไก่โตเร็ว   เป็นการลดค่าใช้จ่าย
       7.7.  ผลผลิตทุกอย่างที่ได้เรียนรู้นั้นนำมาเป็นรายได้ให้เกษตรกรและนอกจากนั้นจะทำให้เกษตรกรรู้ที่จะทำบัญชีครัวเรือน  เพื่อให้ทราบถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของครอบครัว  จะได้แก้ไขถูกเมื่อมีปัญหา หรือสนับสนุนให้นำไปปฏิบัติให้มากขึ้น เพื่อเป็นจุดเด่นของครอบครัว
       7.8. เกษตรกรเข้าใจและเรียนรู้ถึงการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องหรือใช้ให้ถูกตามระยะเวลาที่จะใช้สารเคมีว่าจะใช้ในปริมาณเท่าใดและรู้จักวิธีที่จะบริโภคที่ไม่มีสารเคมีตกค้างในพืชผักสวนครัวและเรียนรู้ถึงการใช้กาวที่ดักแมลงและวิธีหรือกระบวนการทำกาวดักแมลงแทนการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงในสวนผัก  

*********************************

 

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอแม่จริม  จังหวัดน่าน

**************

สภาพทั่วไปของครัวเรือนที่คัดเลือกมา

        ผู้ลงทะเบียนทั้ง 5 รายจาก 5 ตำบล ๆ ละ 1 ราย เป็นผู้ลงทะเบียนความยากจน สย.7 (ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน) ได้แก่

           1.  นายผัด   อินรอด      บ้านเลขที่  4    หมู่  5  ตำบลแม่จริม  อำเภอแม่จริม  จังหวัดน่าน
           2  นายลพ    อินปัน       บ้านเลขที่  67  หมู่  5  ตำบลน้ำพาง  อำเภอแม่จริม  จังหวัดน่าน
           3  นายพุฒ   คำจันต๊ะ    บ้านเลขที่  3   หมู่  1  ตำบลหมอเมือง  อำเภอแม่จริม  จังหวัดน่าน
           4. นายศรีมูล  พรมไชยวงค์ บ้านเลขที่  54 หมู่  6  ตำบลหนองแดง  อำเภอแม่จริม  จ.น่าน
           5. นายปัน    สุธรรมา      บ้านเลขที่  35  หมู่  2   ตำบลน้ำปาย  อำเภอแม่จริม  จังหวัดน่าน

            ลงทะเบียนมีฐานะยากจน  ประกอบอาชีพทำการเกษตร  (ทำไร่ข้าว , ข้าวโพด)  สภาพที่อยู่อาศัยมีสภาพคับแคบและทรุดโทรม  

วิธีการดำเนินการของ  ศตจ.อ.แม่จริม  ในการแก้ไขปัญหา
       1.  คัดเลือกผู้จดทะเบียนปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ ประเภท  สย.7 (ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน)  ที่มีปัญหาและจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน  มาจำนวน  5  ราย  จาก  5  ตำบล  (ตำบลละ  1  ราย)
      2.  ประสานขอความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และฝ่ายปกครองท้องที่  ในการระดมเงินเพื่อสมทบกับงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ซึ่งมีงบประมาณมาให้หลังละ  2,000  บาท  จากการบูรณาการร่วมกันแก้ไขปัญหาได้รับความร่วมมือดังนี้
          2.1  ตำบลแม่จริม          งบประมาณจาก  พัฒนาสังคมฯ  2,000  บาท   อบต.แม่จริม  2,000  บาท  , ปกครองอำเภอแม่จริม  5,000 บาท , กองทุนหมู่บ้านบริจาค 1,800  บาท  ,  เงินบริจาค  1,400  ,ปูนได้รับบริจาค  2,000  บาท  , หิน  ทราย  บริจาค  2,800  บาท  
           2.2  ตำบลน้ำพาง          งบประมาณจาก  พัฒนาสังคมฯ  2,000  บาท , อบต.น้ำพาง 3,000  บาท , ปกครองอำเภอแม่จริม  5,000 บาท , กองทุนหมู่บ้านบริจาค 1,000  บาท  ,  เงินบริจาค  660  บาท , กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  200  บาท
           2.3   ตำบลหมอเมือง     งบประมาณจาก พัฒนาสังคมฯ 2,000 บาท,อบต.หมอเมือง   2,000  บาท  , ปกครองอำเภอแม่จริม  5,000 บาท ,  เงินบริจาค 1,000  บาท 
           2.4   ตำบลน้ำปาย        งบประมาณจาก  พัฒนาสังคมฯ 2,000  บาท,อบต.หมอเมือง  2,000  บาท  , ปกครองอำเภอแม่จริม  5,000 บาท , เงินบริจาค  1,750   บาท    
           2.2  ตำบลหนองแดง    งบประมาณจากพัฒนาสังคมฯ 2,000  บาท,อบต.หนองแดง   2,000  บาท  , ปกครองอำเภอแม่จริม  5,000 บาท , ,  เงินบริจาค  500  บาท 

สัมฤทธิผลที่ถือว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  ที่เกิดขึ้นแก่ครัวเรือน
       1.  ราษฎรได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และแข็งแรง
       2.  ราษฎรผู้ลงทะเบียนปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการประเภท  สย.7 (ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน) ได้รับการแก้ไขปัญหาจนเสร็จสิ้น

 บทเรียนที่ได้จากการดำเนินการ
       จากการดำเนินงานตามโครงการ  บ้าน  1  ตำบล  1  หลัง  ได้มีปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสำเร็จของโครงการดังนี้
     1. การคัดเลือผู้ที่ควรให้ความช่วยเหลือตามโครงการ  ได้พิจารณาจากหลาย ๆ  ด้าน  ทำให้ได้ราษฎรที่ยากจนที่ควรช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจริง ๆ  โดยพิจารณาจากผู้ที่ลงทะเบียนปัญหาสังคมและความยากจเชิงบูรณาการ  ประเภท  สย.7  (ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน)  และมีฐานะยากจน  โดยมีคณะกรรมการของหมู่บ้านและตำบลร่วมพิจารณาด้วย  ส่งผลให้การดำเนินงานตามโครงการได้ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างแท้จริง  และราษฎรที่ได้รับความช่วยเหลือได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  สนองตอบนโยบายการช่วยเหลือผู้ที่ลงทะเบียนปํยหาสังคมและความยากจนของรัฐบาล
    2.  การได้รับความร่วมมือจากส่วนต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้อง  เช่น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ,  ฝ่ายปกครองท้องที่  , ราษฎรในพื้นที่  เป็นต้น
    3.  เป็นการให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม  ชัดเจน
 

*********************************

 

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอสันติสุข  จังหวัดน่าน

**************

1. สภาพทั่วไปของครัวเรือนที่คัดเลือกมา (ข้อมูลภาพรวม)
ชิ่อ-สกุล หัวหน้าครอบครัว นายแก้ว  เมืองคำ
เลขประจำตัวประชาชน  3-5511-00076-98-1
บ้านเลขที่  22  หมู่ที่ 7  ตำบลพงษ์  อำเภอสันติสุข  จังหวัดน่าน
เลขรหัสประจำบ้าน  5511-002217-8



นายแก้ว  เมืองคำ  อายุ  61 ปี (21 มกราคม 2488) เพศ  ชาย สถานภาพ  โสด
อาชีพหลัก รับจ้าง   
- จำนวนสมาชิกในครอบครัวมี 3 คน  ประกอบด้วย
1.  นายคำ  เมืองคำ เลขประจำตัวประชาชน 3-5511-00076-96-4 อายุ  72 ปี
2.  นายสี เมืองคำ เลขประจำตัวประชาชน 3-5511-00076-97-2 อายุ  63 ปี
3.  นายแก้ว เมืองคำ เลขประจำตัวประชาชน 3-5511-00076-98-1 อายุ  61 ปี

- มีรายได้จากการรับจ้างจักสาน  เดือนละประมาณ 500 บาท  รายจ่ายต่อเดือน 900 บาท
- สภาพบ้านเป็นบ้านไม้เดี่ยวชั้นเดียว สภาพทรุดโทรม  บนที่ดิน 1.5 งาน  
   (นายคำ  เมืองคำ  เป็นเจ้าของ)
- ครัวเรือนมีที่ดินสำหรับประกอบอาชีพ  เป็นที่ดิน ส.ป.ก.4-01 จำนวน  6 ไร่ 
   (นายแก้ว  เมืองคำ  เป็นเจ้าของ  พื้นที่ใช้เพาะปลูกพืชไร่ข้าวโพด)
- ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ในบ้าน  ประสบปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย  สภาพบ้านทรุดโทรมมาก
    ครอบครัวมีไม่พอกิน  สภาพแวดล้อม/ทรัพยากรธรรมชาติ  ที่อาศัย/ที่ทำกิน เสื่อมโทรม  ไม่มีหลักทรัพย์ทำให้ไม่มีคนให้กู้ยืม  ไม่มีสาธารณูปโภคหรือมีแต่ต้องจ่ายแพง  เช่น  ไฟฟ้า,ประปา ฯลฯ  สมาชิกในครอบครัวเป็นผู้สูงอายุ  สุขภาพไม่ดี  ไม่มีความรู้  ไม่สามารถประกอบอาชีพได้  และขาดความรู้ในการประกอบอาชีพ  มีอาชีพที่ไม่เหมาะสมกับตนเอ

2. สภาพปัญหาของครัวเรือนที่ประสบอยู่ (เรียงลำดับความสำคัญ)
         
2.1. สภาพบ้านเรือนมีสภาพทรุดโทรม ไม่มั่นคงแข็งแรงทำให้ประสบความเดือดร้อน
         2.2. รายได้ไม่พอเพียง ไม่สามารถใช้ศักยภาพในการทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้ขาดเงินทุนในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต
         2.3. ที่ดินทำกินมีน้อย ไม่พอเพียงต่อการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ และยังไม่มีเอกสารสิทธิ์
         2.4. มีหนี้สินนอกระบบ ทำให้ต้องดิ้นรนชดใช้หนี้สินที่เกิดขึ้น ที่มีการกู้เงินดังกล่าวเพื่อนำมาใช้ในการดำรงชีพ ไม่ใช่นำมาใช้ในการลงทุนและการประกอบอาชีพแต่อย่างใด
 

3. แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา
                     พิจารณาศักยภาพของครัวเรือนนายแก้ว เมืองคำ และศักยภาพรายบุคคล ซึ่งพบว่า โดยภาพรวมแล้ว สมาชิกในครัวเรือนมีอายุมาก และยังไม่มีครอบครัวเป็นของตนเอง ทำให้ขาดผู้สืบทอดทางมรดก ดังนั้นการช่วยเหลือจึงต้องคำนึงถึงสมาชิกในครอบครัวปัจจุบันเป็นสำคัญ โดยพิจารณาจากสภาพปัญหาที่ประสบอยู่นั้น  ชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันถือเป็นสิ่งสำคัญเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะปัจจัย 4 ซึ่งได้พิจารณาแล้ว สภาพบ้านเรือนทรุดโทรมและไม่มั่นคงจึงควรช่วยเหลือให้ในด้านนี้เป็นลำดับแรก

                      สำหรับรายได้ซึ่งไม่มีช่องทางในการประกอบอาชีพหรืออาชีพเสริมมากนัก เนื่องจากสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ เป็นผู้สูงอายุ การช่วยเหลือด้านการส่งเสริมอาชีพจึงกระทำได้ยาก เพราะสภาพแวดล้อมทางสังคมไม่เอื้ออำนวย  ดังนั้นควรมีการช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์แบบให้เปล่า และให้เป็นสมาชิกกลุ่มอาชีพเสริมสำหรับผู้สูงอายุเพื่อให้มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิต


                       ส่วนปัญหาที่ดินทำกิน พิจารณาศักยภาพรายบุคคลแล้ว มีสมาชิกครอบครองที่ดิน แต่ยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์อย่างถูกต้องทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพด้านการเกษตรได้อย่างยั่งยืนนัก จึงควรพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านการออกเอกสารสิทธิเพื่อให้สมาชิกในครัวเรือนและเข้าใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง
สุดท้ายหนี้สินนอกระบบ จำเป็นต้องนำเข้าสู่ระบบเพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบและทางส่วนราชการหรือทางส่วนราชการจะได้ทำการช่วยเหลือต่อไป จึงควรประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขา อำเภอสันติสุข รับผิดชอบดำเนินการในส่วนนี้
การแก้ไขปัญหาตามสภาพปัญหาโดยเรียงลำดับความสำคัญ อำเภอเป็นผู้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับพื้นที่และนอกพื้นที่เพื่อบูรณาการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่พร้อมทั้งมีการติดตามตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ราษฎรหลุดพ้นจากปัญหาความยากจนให้เป็นผลสำเร็จอย่างแท้จริง

4. วิธีดำเนินการของ ศตจ.อ./กิ่ง อ. ในการแก้ไขปัญหา
                       ศตจ.อ.สันติสุข ดำเนินตามขั้นตอนของการแก้ไขปัญหาความยากจน ตั้งแต่การออกพื้นที่เพื่อรับจดทะเบียนผู้ประสบปัญหาความยากจนรายหมู่บ้าน  ดำเนินการกลั่นกรองข้อมูลผู้มีความจำเป็นให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน  ซึ่งปรากฏว่านายแก้ว  เมืองคำ  เป็นผู้มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องให้ความช่วยเหลือ (Need)  ทั้งนี้  มีการออกคาราวานลงสำรวจบ้านร่วมกับหน่วยงานราชการต่างๆ ในพื้นที่เป็นระยะๆ พร้อมกับการบันทึกข้อมูลลงฐานคอมพิวเตอร์  ตั้งแต่การลงทะเบียนครั้งแรก ข้อมูล Re-Check  ข้อมูลกลั่นกรอง  ฯลฯ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยให้ความช่วยเหลือต่อไป
                      สำหรับการช่วยเหลือนั้น  เมื่อได้ข้อมูลและวินิจฉัยและหาทางช่วยเหลือโดยนายอำเภอสันติสุขพร้อมคณะแล้ว  ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ได้แก่  องค์การบริหารส่วนตำบลพงษ์  ในการช่วยเหลือค่าวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน และเงินสงเคราะห์ค่าครองชีพผู้สูงอายุ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เข้าสู่ระบบ  สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน  ประสานด้านเงินสงเคราะห์  นอกจากนี้ ศตจ.อ.สันติสุข  ยังได้ส่งข้อมูลไปยังสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) เพื่อพิจารณาออกเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินอีกด้วย  
                     ยิ่งไปกว่านั้น  นายแก้ว  เมืองคำ  ยังได้รับโอกาสจากคาราวานแก้จนจังหวัดน่าน  ที่มาร่วมลงพื้นที่วินิจฉัยแก้ไขปัญหา  ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ได้รับทราบข้อมูลและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม หลังจากนั้น  ศตจ.อ.สันติสุข  ได้ติดตามผลและให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระยะ โดยให้ ศตจ.ม.รายงานผลให้อำเภอทราบด้วย  


5.  ปัญหาอุปสรรคและการแก้ไขปัญหาที่ตามมา (ถ้ามี)

                       ปัญหาที่สำคัญในการทำงานของ ศตจ.อ.สันติสุข  คือ  ด้านงบประมาณและการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ  จึงทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานในการช่วยเหลือให้สัมฤทธิ์ผล  เพราะว่าเมื่อพบกับสภาพความเป็นอยู่ที่อัตคัดแล้วไม่สามารถช่วยเหลือได้ทันที  จำเป็นต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง  ทั้งนี้  แก้ไขด้วยการให้ อบต.ในพื้นที่รับผิดชอบดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะพิจารณาให้ส่วนอื่นเข้าไปให้ความช่วยเหลือ   ซึ่งสามารถทำให้การแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้นมาก 


6.สัมฤทธิ์ผลที่ถือว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  ที่เกิดขึ้นแก่ครัวเรือน

                       สมาชิกในครอบครัวนายแก้ว  เมืองคำ  ซึ่งสูงอายุทุกคนได้รับเบี้ยยังชีพคนชราจาก องค์การบริหารส่านตำบลพงษ์  เดือนละ  300  บาท  เรียบร้อยแล้ว  ทำให้สามารถมีเงินพอที่จะซื้อข้าวปลาอาหารรับประทานในครัวเรือนอย่างไม่เดือดร้อนมากนัก  ขณะเดียวกันองค์การบริหารส่วนตำบลพงษ์ยังได้ตั้งงบช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนให้ตั้งแต่ครั้งแรก  และช่วยเหลือซ่อมแซมครั้งที่ 2  ภายหลังคาราวานจังหวัดน่านลงพื้นที่เป็นไม้อัดขนาด 6 มิลลิเมตร  จำนวน 6 แผ่น  เพื่อซ่อมแซมบ้าน
สำหรับหนี้สินนอกระบบ  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้ปรับโครงสร้างหนี้และนำเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว  โดยทาง ศตจ.อ.สันติสุขได้นัดไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เรียบร้อยแล้ว
ส่วนที่ดินทำกินที่ยังขาดเอกสารสิทธิ์นั้น  สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ทำการสำรวจรังวัดเพื่อออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 จำนวน  4 ไร่  28  ตร.ว.  เมื่อวันที่ 30  สิงหาคม  2548


7. สรุปบทเรียนที่ได้ (เช่น  ปัจจัยองค์ประกอบที่ทำให้เกิดความสำเร็จ  รวมถึงข้อสังเกตอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าศึกษาเรียนรู้ประสบการณ์ดังกล่าว)

        การแก้ไขปัญหาความยากจน  จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญต่างๆ ดังต่อไปนี้
                7.1. มีข้อมูลครอบคลุมทุกด้านของเป้าหมาย  ทั้งทางด้านศักยภาพของครัวเรือนและตัวบุคคล  ซึ่งต้องเป็นข้อเท็จจริง  รวมถึงการกลั่นกรองข้อมูลจำเป็นต้องมาจากระดับหมู่บ้าน  และตรวจสอบด้วยการออกคาราวานระดับอำเภอ
                7.2. การวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา  รวมถึงความสามารถในการช่วยเหลือ  จำเป็นต้องแยกแยะเป็นรายปัญหาเพื่อเชื่อมต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง  เพื่อให้มีความเคลื่อนไหวและช่วยหลือได้อย่างแท้จริง
                7.3. การให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีบทบาทเข้ามาช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ราษฎรในพื้นที่  ถือเป็นยุทธวิธีที่ดี  เนื่องจากองค์การบริหารส่วนตำบลมีงบประมาณสามารถเบิกจ่ายได้อย่างรวดเร็วและเป็นผลดีแก่ผู้บริหารเองที่จะสามารถสร้างคะแนนนิยมแก่ประชาชนได้
                7.4. การแก้ไขปัญหาความยากจนไม่สามารถแก้ไขได้เพียงหน่วยงานเดียว  จำเป็นต้องทุกส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันอย่างจริงจัง  มีเป้าหมายเดียวกัน  มีทัศนคติไปในแนวทางเดียวกัน  จึงจะขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

**************************
 

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอเชียงกลาง  จังหวัดน่าน

**************

สภาพทั่วไปของครัวเรือน
โดยอำเภอได้จัดรวมกลุ่มในรายที่ประสบปัญหาความยากจน ดังนี้
1. นางละไม ลำรึก บ้านเลขที่   87 หมู่ที่ 5    บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
2. นางสุหล้า   พิมเสน บ้านเลขที่  102 หมู่ที่ 5    บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
3. นายมนัส    ยะปวง บ้านเลขที่   15  หมู่ที่  5  บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
4. นายจิตร นุทร บ้านเลขที่    24   หมู่ที่ 5  บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
5. นายเชาว์ อาจหาญ บ้านเลขที่   29   หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
6. นายสมพงษ์   แสงรัตน์ บ้านเลขที่   23   หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
7. นายประเดิม   ยาวุธ บ้านเลขที่   113  หมู่ที่ 5  บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
8. นางบัวหอม    กำลังไชย บ้านเลขที่   41   หมู่ที่ 5    บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ

9. นายบุญยกร    เทพอิน บ้านเลขที่   85   หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว ตำบลพระธาตุ
10. นายอุดม   มะโนคำ บ้านเลขที่   86  หมู่ที่ 5     บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
11. นางสุดารัตน์   อาจหาญ บ้านเลขที่   30/1  หมู่ที่ 5  บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
12. นางคำมูล  สมพรม บ้านเลขที่  8 หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
13. นางบัวจันทร์  แสงชม บ้านเลขที่  53 หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
14. นางข้อน   อาจหาญ บ้านเลขที่   71 หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
15. นางสุพรรณ์   อาจหาญ บ้านเลขที่  111 หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
16. นายวสันต์    อินทำ บ้านเลขที่   40 หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
17. นางคำมูล     อาจหาญ บ้านเลขที่   44 หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
18. นางคมคาย    อาจหาญ บ้านเลขที่  21 หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว ตำบลพระธาตุ
19. นางจันสม   อาจหาญ บ้านเลขที่  83  หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
20. นางบุญปัน   สุต๋า บ้านเลขที่  5 หมู่ที่ 5   บ้านสร้อยพร้าว  ตำบลพระธาตุ
 

สภาพปัญหาของครัวเรือนที่ประสบอยู่
             เป็นผู้ที่มีความขยันและมีฐานะยากจน  ซึ่งขาดความรู้การประกอบอาชีพ
 

แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา
            วิธีการแก้ไขปัญหาความยากจนที่เหมาะสมที่สุดคือการทำให้ คนยากจนสามารถยืนขึ้นด้วยแรงกำลังของตนเอง โดยส่วนราชการเป็นเพียงแรงสนับสนุน แนะนำ และเติมเต็มในส่วนที่ขาดลงไป โดย
            1.สำหรับผู้ที่ยากจนแต่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ส่วนราชการต้องให้การสงเคราะห์
            2.สำหรับผู้ที่ยากจนแต่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ต้องประกอบอาชีพ โดยทำการคัดเลือกผู้ยากจนที่มีความขยันและตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาเพื่อจัดตั้งกลุ่มและสร้างกระบวน การเรียนรู้ด้านอาชีพให้ โดยก่อสร้างศูนย์เกษตรแบบครบวงจร  เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ในการเพิ่มทักษะด้านอาชีพ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพโดยอาศัยแหล่งทุนเงินกู้ยืมปราศจากดอกเบี้ยในหมู่บ้านและการสนับสนุนจากส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

วิธีดำเนินการของ ศตจ.อ.เชียงกลาง ในการแก้ไขปัญหา
1.คัดเลือกสถานที่สาธารณะประโยชน์ในเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ เพื่อจัดทำแปลงเกษตร สถานที่เลี้ยงสัตว์ เช่น หมูหลุม สระปลา และโรงเรือนเลี้ยงไก่ โดยใช้งบประมาณที่ได้จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ บริเวณสวนสาธารณประโยชน์บ้านสร้อยพร้าว ตำบล    พระธาตุ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน
2.คัดเลือกเกษตรกรที่ลงทะเบียนยากจน มีความขยันและตั้งใจจริงในการประกอบอาชีพ ซึ่งเบื้องต้นเป็นเกษตรกรผู้ยากจนของบ้านสร้อยพร้าว ตำบลพระธาตุ อ.เชียงกลาง จังหวัดน่าน
3.บูรณาการงบประมาณจากส่วนราชการต่างๆ ได้แก่ เกษตรอำเภอ ปกครองอำเภอ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ ปศุสัตว์อำเภอ ฯลฯ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดซื้อพืชพันธุ์เกษตร เช่น ผักสวนครัว และไม้ผลต่างๆ พันธุ์สัตว์ เช่น หมู ไก่ และปลา เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้ใช้ฝึกอาชีพ
4.ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การตลาด และจัดสรรผลประโยชน์ที่ได้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อใช้เป็นทุนในการนำไปประกอบอาชีพด้วยตนเองต่อไปในอนาคต
5.ศตจ.อำเภอเชียงกลาง ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามเพื่อให้ความช่วยเหลือในการนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพส่วนตัวที่บ้าน
6.ขยายกลุ่มเรียนรู้ไปยังผู้ลงทะเบียนฯ โดยจะมีการหมุนเวียนให้ครบทุกหมู่บ้านในพื้นที่ของอำเภอเชียงกลาง

ปัญหาอุปสรรค
1.ในช่วงแรกของการดำเนินการต้องจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อเป็นค่าแรงให้กับผู้เข้าร่วมโครงการเพราะยังไม่มีกำไรจากการดำเนินการ
2.ระบบการจัดการน้ำยังไม่เพียงพอเพราะยังขาดงบประมาณสนับสนุนซึ่งจะได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในโอกาสต่อไป

ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม
1.ในเบื้องต้นผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดมีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างแรงงานที่ได้รับทุกวัน ในอัตราวันละ 100 บาท
2.เกิดทักษะด้านอาชีพในรูปแบบใหม่ เช่น การเลี้ยงหมูหลุม ที่ตัดปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวนสามารถนำไปเลี้ยงในที่ใกล้บ้านได้
3.ผู้เข้าร่วมโครงการมีเงินทุนเพื่อนำไปใช้สำหรับการประกอบอาชีพด้วยตนเองในหมู่บ้าน
4.เกิดการบูรณาการ งาน งบประมาณ จากส่วนราชการต่างๆ 

สรุปบทเรียนที่ได้
1.สิ่งสำคัญสุดของการแก้ไขปัญหาความยากจนคือการบูรณาการการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันโดยไม่เกี่ยงภารกิจหน้าที่
2.ผู้ลงทะเบียนที่ต้องการพ้นจากความยากจนต้องมีความขยัน และตั้งใจจริงและแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยอาศัยแรงสนับสนุนจากส่วนราชการ

 

************************
 

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอทุ่งช้าง  จังหวัดน่าน

**************

1.สภาพทั่วไปของครัวเรือนที่คัดเลือกมา
- ครอบครัวบ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 4 ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
- มีจำนวนสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด 7 คน
- วัยทำงานมีทั้งหมด 3 คน  วัยชรามีทั้งหมด 2 คน  วัยเรียนมีทั้งหมด 2 คน
- ครอบครัวประกอบอาชีพ เกษตรกรรม(ทำสวน ทำไร่)
- รายได้ต่อเดือน 1,500 บาท  รายจ่ายต่อเดือน 1,500 บาท
- รายได้ต่อปี 18,000 บาท 
- หัวหน้าครอบครัว  นายจันทร์  เทพจันตา  อายุ 36 ปี 3-5508-0084-75-6
- จดทะเบียนปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ  เมื่อวันที่  21  มกราคม 2547 ประเภท 1 ปัญหาที่ดินทำกิน(สย.1) กรณีไม่มีที่ดินทำกิน


2.สภาพปัญหาของครัวเรือนที่ประสพอยู่
- ปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน
- รายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม  ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
- ไม่มีความรู้ในการประกอบอาชีพในด้านเกษตรกรรม
- ไม่มีเงินทุนในการประกอบอาชีพเกษตร (เงินทุนในระบบดอกเบี้ยต่ำ)


3.แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา
- จัดอบรมให้ความรู้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
- จัดหาที่ดินทำกิน ที่เช่าในราคาถูก
- ส่งเสริมอาชีพเสริม (เพาะเห็ดในโรงเรือน,ปลูกผักพื้นบ้าน, เลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์)


4.วิธีดำเนินการของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเชนะความยากจนระดับอำเภอ (ศตจ.อ.)
- จัดทำโครงการจัดอบรม สาธิต ให้ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและด้านตลาดในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม  หน่วยงานที่รับผิดชอบ  สำนักงานเกษตรอำเภอทุ่งช้าง
- เข้ากลุ่มเกษตรกรแปลงเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน
       การดำเนินการแปลงเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน  หน่วยงานที่รับผิดชอบ  สำนักงานเกษตรอำเภอทุ่งช้าง โดยได้ดำเนินการโครงการ ดังนี้
-  โครงการเพาะเห็ดในโรงเรือน
-  กิจกรรมปลูกผักพื้นบ้าน
-  โครงการเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์
-  โครงการปุ๋ยหมักชีวภาพ
- เข้ากลุ่มสมาชิกร้านค้าสหกรณ์หมู่บ้าน  ตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน


5. ปัญหาอุปสรรคและการแก้ไขปัญหา
- ครอบครัวดังกล่าวไม่มีทุนในการทำอาชีพเสริม
- ในการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมยังมีปัญหาในด้านราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ  ผลผลิตล้นตลาด
- ส่งเสริมการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้มากขึ้น


6.สัมฤทธิผลที่ถือว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  ที่เกิดขึ้นแก่ครัวเรือน
- มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเข้ากลุ่มเกษตรกรแปลงเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนนอกจากรายได้จากการประกอบอาชีพหลัก
- ลดรายจ่ายในการซื้อผักในการทำอาหาร
- กินผักที่ปลอดสารพิษ
- ทำอาชีพเสริมในครอบครัวของตัวเอง เช่นการเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์
- ลดรายจ่ายในการซื้อปุ๋ย
- มีเงินออมมากขึ้น
- เช่าที่ดินของหมู่บ้านหมุนเวียนในราคาถูก


7.สรุปบทเรียน
       ปัจจัยองค์ประกอบที่ทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาความความยากจน  ให้เกิดความสำเร็จนั้น  ต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณของรัฐที่เพียงพอ  ส่วนราชการต่างให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาและอีกอย่างหนึ่ง  ในการแก้ไขปัญหายังขาดความร่วมมือจากผู้ขอความช่วยเหลือจากรัฐเองด้วย  ในส่วนในเรื่องปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่อำเภอทุ่งช้าง  จังหวัดน่าน   ยังมีปัญหาในการกั้นแนวเขตพื้นที่ทำกินออกจากจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและไม่สามารถออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้  ซึ่งเป็นข้อสังเกตว่าถ่าหน่วยงานที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินไม่รีบเร่งดำเนินการ  ก็จะทำให้การช่วยเหลือไม่สำเร็จและมีผลต่อการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ตามไปด้วย

**********************************

 

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอบ่อเกลือ  จังหวัดน่าน

**************

สภาพทั่วไปของครัวเรือนที่คัดเลือกมา

       ศตจ.อ.บ่อเกลือ  โดยมีพื้นที่ดำเนินการในหมู่บ้านเป้าหมาย 5 หมู่บ้าน ๆ 50 ครัวเรือน ดังนี้
          1.  บ้านน้ำหมู่ที่ 6 ต.บ่อเกลือเหนือ
          2. บ้านสะเละ หมู่ที่ 10 ต.บ่อเกลือเหนือ
          3. บ้านเด่น ( สาขาบ้านสะปัน ) หมู่ที่ 1 ต.ดงพญา
          4. บ้านนาบง หมู่ที่ 14 ต.บ่อเกลือใต้
          5. บ้านห้วยลอย หมู่ที่ 6 ต.ภูฟ้า 

แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา
         ศตจ.อ.บ่อเกลือได้ประชุมและกำหนดแนวคิดในการแก้ไขปัญหาความยากจน     ใน5      หมู่บ้านเป้าหมาย แล้วสรุปเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ดังนี้
          1.  จัดตั้งทีมวิทยากร ( บูรณาการจากทุกหน่วยงาน ) เพื่อเป็นวิทยากรอบรมตามโครงการดังกล่าว
          2.  กำหนดแผนและระยะเวลาในการจัดอบรมในแต่ละหมู่บ้าน ( 5 หมู่บ้าน )
          3.  ภายหลังจากการอบรมเสร็จสิ้นให้จัดประชาคมหมู่บ้านเพื่อให้หมู่บ้านค้นหาศักยภาพ/จุดอ่อน จุดแข็ง ของหมู่บ้านตนเอง เพื่อจัดทำแผนของหมู่บ้านในการแก้ไขปัญหาความ     ยากจนร่วมกัน
         4.  กำหนดเป็นแผนของหมู่บ้านในการแก้จน
         5.  ให้ทีมวิทยากรเข้าไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้คำแนะนำและสอบถามปัญหาอุปสรรค
         6. ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าไปส่งเสริมหรือเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นความต้องการของหมู่บ้าน  ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สนับสนุนในการแก้จนของหมู่บ้าน
 

 วิธีดำเนินการ
         1. จัดประชุมเพื่อมอบหมายผู้รับผิดชอบในการดำเนินโครงการและเพื่อรับทราบความ ก้าวหน้าของการดำเนินโครงการอย่างเป็นระยะ
         2. บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และ ศตจ.ต. / ศตจ.ม.
         3. อำนวยและติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยเศรษฐกิจแบบพอเพียง
 

 เกิดการสัมฤทธิ์ผลอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นรูปธรรมชัดเจนแก่ครัวเรือน
   
     จากการที่ศตจ.อ.บ่อเกลือ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความ ยากจน ใน 5 หมู่บ้าน 250 ครัวเรือน เป้าหมาย โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก้จนตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียง  นั้น  คณะทีมวิทยากรและชุดปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความยากจนระดับตำบล  ได้เข้าไปติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการและได้สรุปผล ดังนี้
        1.  ครัวเรือนเป้าหมายจัดทำสมุดรายรับ - รายจ่ายประจำครัวเรือน ( ตามแผนชีวิตพิชิตความยากจน )
        2.  ครัวเรือนเป้าหมายทุกครัวเรือนมีการปลูกพืชผักสวนครัวเพิ่มมากขึ้นทำให้ลดรายจ่ายจากการซื้อพืชผักจากพ่อค้าแม่ค้ารถเร่ขาย
        3.  ครัวเรือนเป้าหมายมีการลดละเลิกอบายมุข  โดยเฉพาะลดการดื่มสุรามากขึ้น
       4.   ครัวเรือนเป้าหมายบางครัวเรือนสนใจต้องการอาชีพเสริม เช่น อยากอบรมช่างตัดผม ประสงค์จะเลี้ยงหมูหลุม เป็นต้น ซึ่ง ศตจ.อ.บ่อเกลือ จะได้ติดด่อประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือจัดอบรมให้ความรู้ต่อไป
       5.  ครัวเรือนที่ได้รับการอบรม  รู้ศักยภาพของตนเองเพิ่มมากขึ้นทำให้ขวนขวายพยายามหารายได้เสริมและให้ความสำคัญกับการออมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น
 

สรุปบทเรียนที่ได้
       1.  การดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจน  นั้น  เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความตั้งใจจริงและมีความเชื่อมั่นว่า  เขาสามารถหรือเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขความยากจนให้แก่ผู้มีฐานะยากจนในพื้นที่ของตนได้
       2.  การดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น  จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะผู้นำชุมชน และนักปราชญ์ชาวบ้าน การแก้จนจึงจะบังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
      3.  ควรให้ความสำคัญกับการประชาคมหมู่บ้าน  กฏหมู่บ้าน ตลอดจนความเชื่อต่าง ๆ  ของหมู่บ้าน ในการแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนในหมู่บ้าน

*******************************

 

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

อำเภอสองแคว  จังหวัดน่าน

**************

1.) สภาพทั่วไปของครัวเรือนที่คัดเลือกมา
    1.1.  นายตุ้ย  ไชยชนะ อายุ 75 ปี  อยู่บ้านเลขที่  23 ม.1 ต.ยอด อ.สองแคว จ.น่าน  สถานภาพม่ายและชราภาพ มีลูกสาว 1 คน ที่พิการเท้าแต่สามารถช่วยเหลือตนเองได้คือ
น.ส.ปัด  ไชยชนะ  อายุ 51 ปี  ทั้งนางตุ้ย และลูกสาวไม่ได้รับการศึกษา และลูกสาวเป็นคนขยันหมั่นเพียร หาเลี้ยงตนเองและมารดาโดยประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปภายในหมู่บ้าน มีรายได้ประมาณ 1,100 บาท/เดือน ทั้งคู่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอาศัยอยู่กับญาติ  โดยญาติได้ต่อเติมบ้านของตนเองให้อยู่หลังบ้าน (ต่อแบบเพลิงกระต๊อบ)  นางตุ้ย ไชยชนะได้จดทะเบียนปัญหาสังคมฯ กับทาง ศตจ.อ.สองแควเมื่อวันที่  9 ก.พ.2547  จำนวน 2 ปัญหา
คือ  1. ปัญหาที่อยู่อาศัย (สย.7) ไม่มีที่อยู่อาศัยของตนเอง ต้องอาศัยญาติพี่น้องอยู่
      2. ปัญหาอื่น ๆ (สย.8)  คือต้องการเงินสงเคราะห์คนพิการและคนชรา


2.)  สภาพปัญหาของครัวเรือนที่ประสบอยู่
    2.1. ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง  อาศัยอยู่กับญาติโดยการต่อเติมบ้านแบบกระต๊อบ
    2.2. เป็นคนชรา และมีลูกสาวที่พิการ  (เท้าพิการ) ช่วยเหลือตนเองได้
    2.3. ไม่มีรายได้  เนื่องจากไม่สามารถประกอบได้


3.)  แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหา
    3.1.  จากการวิเคราะห์ศักยภาพของตุ้ย  ไชยชนะ  มีสภาพที่ยากจนจริง ชราภาพ  ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง  ไม่มีอาชีพ  มีแต่ลูกสาวที่พิการเท้าเป็นคนดูแลหาเลี้ยงโดยการรับจ้างทั่วไปมาจุนเจือครอบครัวได้บ้าง
    แนวคิดการจัดการแก้ไขปัญหาครอบครัวของนางตุ้ย   ไชยชนะ  คือ
    1.  เรื่องที่อยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความยากจน  ชุมชนจึงควรช่วยเหลือเรื่องการสร้างบ้านให้  โดยมีส่วนราชการและองค์การบริหารส่วนตำบลช่วย
    2.  เนื่องจากนางตุ้ย  ไชยชนะเป็นคนชราไม่สามารถประกอบอาชีพได้ทำให้ไม่มีรายได้ และลูกสาวก็พิการเท้า ทำให้เดินลำบาก ลำพังจะหาเลี้ยงชีพจุนเจือนครอบครัวก็ทำให้ลำบาก  เห็นควรให้ อบต.สนับสนุนเบี้ยยังชีพคนชรา และคนพิการ เพื่อให้การช่วยเหลือทั้ง  2  คน
   3.  ให้สาธารณสุขตรวจสุขภาพของนางตุ้ย  ไชยชนะและลูกสาว  เพื่อจะได้มีสุขภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงตลอดไป
   4.  ให้ สนง. พัฒนาสังคมฯ จ.น่าน ให้การช่วยเหลืออุปกรณ์เครื่องช่วยเดินแก่นางตุ้ย และลูกสาว


4.)  วิธีดำเนินการของ ศตจ.อ.ในการแก้ไขปัญหา
    4.1.  ศตจ.อ.ร่วมกับฝ่ายสำรวจกลั่นกรองข้อมูล (Verify) ระดับตำบลดำเนินการคัดกรองข้อมูลของผู้จดทะเบียนปัญหาฯ ร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ตามแบบสำรวจข้อมูลรายบุคคล (Re-Check ) โดยเข้าไปพบปะเยี่ยมเยือนนางตุ้ย  เพื่อเก็บข้อมูลความเดือดร้อนตามที่นางตุ้ย ต้องการให้ความช่วยเหลือ
  
4.2.  ศตจ.อ.ได้นำข้อมูลของนางตุ้ย  ไชยชนะ  ส่งให้กับหน่วยงาน องค์การบริหารส่วนตำบล ให้ความช่วยเหลือด้านเบี้ยยังชีพและเงินสงเคราะห์คนพิการ
  
4.3. แจ้งสาธารณสุขอำเภอ ดำเนินการช่วยเหลือด้านการตรวจสุขภาพให้แก่ทั้ง  2 คน
  
4.4. แจ้ง สนง.พัฒนาสังคมฯ  จ.น่าน ให้การช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์เครื่องช่วยเดิน  สำหรับคนชราและคนพิการ
  
4.5. จากการที่ชุมชนบ้านสะเกิน ม.1 ต.ยอด  เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมชุมชน  ศตจ.อ.สองแควได้ทำโครงการ " 99 หลังรวมพลังน้ำใจสร้างที่อยู่อาศัยให้คนจน "  มาดำเนินการให้นางตุ้ย  ไชยชนะ  โดยชุมชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันบริจาคเงิน และวัสดุในการก่อสร้างบ้าน และช่วยกันสร้างบ้านให้โดยมีองค์การ

บริหารส่วนตำบลยอดให้การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างบ้านด้วย


5.)  สัมฤทธิ์ผลที่ถือว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  ที่เกิดขึ้นแก่ครัวเรือน
   5.1. นางตุ้ย  ไชยชนะ มีบ้านเป็นของตนเอง และได้รับเครื่องช่วยเดิน จาก สนง.พัฒนาสังคมฯ จ.น่าน จากการออกคาราวานแก้จนจังหวัด  ณ โรงเรียนบ้านสะเกิน ต.ยอด อ.สองแคว  ทำให้สามารถเดินได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
   5.2. ได้รับเงินช่วยเหลือเรื่องเบี้ยยังชีพคนชรา  จากองค์การบริหารส่วนตำบลยอด
   5.3. น.ส.ปัด   ไชยชนะลูกสาว  ได้รับเงินสงเคราะห์คนพิการ  จากองค์การบริหารส่วนตำบลยอด
   5.4.  ทำให้คนในครัวเรือนดังกล่าวมีรายได้/มีเงินในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมา


6.)  สรุปบทเรียนที่ได้
   6.1. ทำให้เห็นความรัก ความสามัคคีในชุมชนบ้านสะเกิน  ที่มีต่อเพื่อนบ้านที่ยากจน  คนแก่ชรา และคนพิการ
   6.2. ทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของนางตุ้ย  ไชยชนะ  และลูกสาวดีขึ้น

 

****************************

 

ข้อมูลครัวเรือนที่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ (Best Practice)

กิ่งอำเภอภูเพียง  จังหวัดน่าน

**************

1. สภาพทั่วไปของครัวเรือนที่คัดเลือกมา (ข้อมูลภาพรวม)
ครัวเรือนที่คัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ  คัดเลือกจากครัวเรือนที่จดทะเบียนผู้ประสบปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ  โดยจะเป็นผู้จดทะเบียนในหลาย ๆ ปัญหา  เช่น  ปัญหาที่ดินทำกิน  โดยมีที่ดินน้อยไม่เพียงพอ หรือผู้ประสบปัญหาหนี้สินภาคประชาชน และปัญหาอื่น ๆ     อันได้แก่ รายได้น้อยไม่เพียงพอ  ต้องการอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้  ผู้ประสบปัญหาด้านการเพาะปลูก  ผลผลิตไม่ได้ราคา หรือการขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพ  บางครัวเรือนมีภาระต้องเลี้ยงดูลูกหลาน ซึ่งเป็นทั้งเด็กหรือผู้พิการ จึงทำให้ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพนอกบ้านได้


2. สภาพของครัวเรือนที่ประสบอยู่
เป็นครัวเรือนเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินเพียงเล็กน้อย  บางครัวเรือนไม่มีที่ดินทำกิน  มีเพียงพื้นที่บริเวณโดยรอบที่พักอาศัย  บางครัวเรือนรับจ้างเป็นรายวัน  มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย  อีกทั้งขาดความรู้ และเทคนิควิธีการในการประกอบอาชีพในภาวะที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่  การจัดระบบการเพาะปลูก หรือการทำการเกษตรบนที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัด


3. แนวคิดการจัดการแก้ไปปัญหา
จากการศึกษาข้อมูลจากครัวเรือนของผู้ลงทะเบียนผู้ประสบปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ  พบว่า ส่วนใหญ่ประสบปัญหาด้านที่ดินทำกิน  หนี้สินภาคประชาชน  โดยมีสาเหตุจากการขาดแคลนปัจจัยในการลงทุน  ขาดความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการดำเนินชีวิต ขาดคนดูแล หรือไม่มีคนในวัยแรงงานอยู่ในครอบครัว รวมถึงขาดแรงกระตุ้น หรือแรงจูงใจในการหารายได้
จากข้อมูลโดยรวม  จึงได้วางแนวทางในการช่วยเหลือ คือ ให้ครัวเรือนนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า สาเหตุแห่งปัญหาคืออะไร  ภาระ หรือจุดอ่อน จุดด้อยของครัวเรือนคืออะไร  จากนั้น  ได้ให้บุคคลในครัวเรือนที่ประสบปัญหามาพบปะ พูดคุย สอบถามถึงปัญหา และชี้แจงแนวทางการช่วยเหลือ  ซึ่งครัวเรือนผู้ประสบปัญหามีความต้องการและความพึงพอใจในการขอรับความช่วยเหลือด้านความรู้ และการบริหารจัดการด้านการเกษตรแบบพอเพียง ที่สามารถทำได้เองในครัวเรือนและ พื้นที่ในการดำเนินการเพียงเล็กน้อย หรือสามารถดำเนินการได้ภายในบริเวณบ้านพักอาศัย


4. วิธีดำเนินการของ ศตจ.กิ่ง อ.ภูเพียง  ในการแก้ไขปัญหา
ศตจ.กิ่ง อ.ภูเพียง  ได้ดำเนินการจัดทำฟาร์มตัวอย่างภายใต้การดำเนินการของสำนักงานเกษตรกิ่งอำเภอภูเพียง  โดยเริ่มต้นในการจัดทำฟาร์มตัวอย่างประจำตำบล  ดำเนินการตามแนวทางโครงการฟาร์มตัวอย่าง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ที่มีการจัดการทั้งด้านการผลิต และการตลาดให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ  โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ  เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้นำความรู้ไปพัฒนาการผลิตของตัวเกษตรกรเองให้มีประสิทธิภาพ  มีคุณภาพ และมีความปลอดภัย  รวมถึงจะได้มีรายสำหรับใช้จ่ายในครัวเรือน  โดยมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรในการปฏิบัติงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเผยแพร่ความรู้  และสนับสนุนแก้ไขปัญหาการเกษตรคอยให้คำปรึกษา และแนะนำ ศตจ.กิ่งอ.ภูเพียง  ได้ดำเนินการดังนี้  
1) ให้ผู้ลงทะเบียนแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ  ที่ผ่านการ Verify  แล้ว  มาชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของการดำเนินการ
2) นำครัวเรือนยากจนที่ประสงค์เข้ารับการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ เข้ารับการถ่ายทอด
ความรู้  วิธีการในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร  
3) จัดกลุ่มแยกเป็นรายตำบล โดยแบ่งออกเป็นรุ่น ๆ ละ 15 - 20 คน  ทำการถ่ายทอดเทคนิควิธีการในการทำการเกษตรในรูปแบบแนวคำเศรษฐกิจพอเพียง  โดยแนะนำการเพาะปลูก   โดยการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด แบ่งออกเป็นส่วนพื้นที่พักอาศัย  พื้นที่ปลูกผัก  พื้นที่ปลูกไม้ล้มลุก  พื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น  พื้นที่เลี้ยงสัตว์  อบรมรุ่นละประมาณ 45 วัน  โดยทางศูนย์ฯ  จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้  เมื่อได้ผลผลิตให้นำออกขาย และนำเงินทุนมาหมุนเวียนสำหรับการอบรมในรุ่นต่อไป


5. ปัญหาอุปสรรค และการแก้ไขปัญหาที่ตามมา (ถ้ามี)  

       - ไม่มี

6. สัมฤทธิผลที่ถือว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่เกิดขึ้นแก่ครัวเรือน
ครัวเรือนที่ผ่านการอบรมได้รับความรู้ในการทำการเกษตรแบบพอเพียง ทำการเกษตรภายใต้ภาวะข้อจำกัดด้านพื้นที่


7. สรุปบทเรียนที่ได้รับ
1) ผู้รับการการอบรมได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมในภาคปกติ เกิดการร่วมคิด  ร่วมทำ  ร่วมวางแผน
2) ได้เรียนรู้ในการใช้พื้นที่อย่างจำกัด  ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3) ภูมิปัญญาท้องถิ่น  วิถีความเป็นอยู่แบบประเทศเกษตรกรรมได้รับการพัฒนาฟื้นฟู

*********************